ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ

ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ

ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ คือ การดูแลยาง แบบครบวงจร เปลี่ยนยางรถยนต์ ตั้งศูนย์ สลับยาง ถ่วงล้อ เติมลมยางไนโตรเจน ปะยางแบบแทงไยไหม โดยมียางยี่ห้อชั้นนำ ถึง 6 ยี่ห้อ

ตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ

ด้วยยางรถยนต์เป็นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับพื้น และมีผลต่อการขับขี่ที่ผู้ขับขี่รู้สึกได้ MK Plus Auto จึงมีบริการดูแลยางแบบครบวงจร เปลี่ยนยางรถยนต์ ตั้งศูนย์ สลับยาง ถ่วงล้อ เติมลมยางไนโตรเจน ปะยางแบบแทงไยไหม โดยมียางยี่ห้อชั้นนำ ถึง 6 ยี่ห้อ

บริการดูแลยางแบบครบวงจร

การบริการด้านยางรถยนต์ถือเป็นบริการหนึ่งที่ MK Plus Auto มั่นใจในความครบครันและมาตรฐานอันดี คิดจะเปลี่ยนยางเส้นใหม่ เลือกผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยลดความกังวลให้กับคุณเมื่อไหร่ดีที่ได้เวลาเปลี่ยนยาง? ง่ายๆคือดูระยะเวลาในการขับขี่หรือระยะทาง แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ยางไม่ควรวิ่งมา เกิน 50,000 กม. แต่ถ้าเรามั่นใจว่าดูแลอย่างสม่ำเสมอ ให้วัดร่องดอกยาง (tread depth) ถ้าเกิดดอกยางเหลือน้อยหรือ ใกล้หมดนั่นย่อมแสดงว่าประสิทธิภาพการใช้งานลดลง การเกาะถนนลดลง นั่นย่อมหมายถึงการขับขี่ให้ปลอดภัยก็น้อยลง ตามไปด้วย นั่นหมายถึงเวลาที่ต้องพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่ที่ MK Plus Auto หนองแขม

ตั้งศูนย์ล้อ (Wheel Alignment)

ก่อนอื่นเราต้องรู้จักว่าศูนย์ล้อคืออะไรก่อน ศูนย์ล้อคือการจัดวางแนวระยะต่างๆ หรือการปรับตั้งระบบอุปกรณ์ช่วงล่างของรถยนต์ ซึ่งเชื่อมโยงต่อมายังล้อรถ หลักที่สำคัญของการตั้งศูนย์ล้อคือการปรับแต่งมุมต่างๆ (Camber, Caster, Toe) ของยางซึ่งส่งผลโดยตรงกับการขับขี่บนท้องถนน การตั้งศูนย์ล้อมีความสำคัญในการช่วยให้มีความมั่นคงในการรักษาทิศทาง และไม่เกิดอาการกินยาง ซึ่งจะส่งผลให้ยางสึกเร็วกว่าปกติอย่างผิดธรรมชาติ

ถ่วงล้อหรือการสมดุลล้อ (Wheel Balancing)

หลายๆ ครั้งที่ลูกค้าขับรถเข้ามาที่ FIT Auto หรือแม้กระทั่งสอบถามเข้ามาทางสื่อออนไลน์ โดยหนึ่งในปัญหาที่พบคือ ปัญหาอาการสั่นของรถยนต์หรือพวงมาลัยขณะวิ่ง ซึ่งอาการสั่นนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ถ้าหากการสันนิษฐานอันดับแรกคือปัญหาของล้อและยาง ดังนั้นการเช็คตรวจสมดุลของยางจึงเป็นเรื่องแรกๆที่ FIT Auto ให้ความสำคัญและถูกเน้นย้ำถึงหลักการถ่วงล้อให้ถูกต้องแม่นยำที่สุด
การถ่วงล้อก็คือทำให้ล้อหมุนได้อย่างสมดุลหรือทำให้การกระจายน้ำหนักของมวลสารมีความสมดุล ไม่สั่น ควรทำทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนยาง, ถอดใส่ยาง หรือเปลี่ยนกระทะล้อใหม่
เทคนิคง่ายๆ ในการดูความผิดปกติของล้อรถ
– ถ้าขับรถแล้วรู้สึกถึงอาการเต้นขึ้น/ลงของล้อรถ แสดงว่าเกิดปัญหาไม่สมดุลในด้าน static ของล้อรถ
– ถ้าขับรถแล้วรู้สึกถึงอาการส่ายไปมาของล้อรถ แสดงว่าเกิดปัญหาไม่สมดุลในด้าน dynamic ของล้อรถ

มีรถใช่ไหม? งั้นก็มี 10 ข้อที่ต้องรู้!!

 ปัจจุบันการซื้อรถยนต์มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีผู้ใช้แค่บางกลุ่มเท่านั้นที่จะคำนึงถึงการบำรุงรักษารถยนต์อย่างถูกต้อง ซึ่งรถยนต์รุ่นใหม่ๆนั้นมีชิ้นส่วนประกอบต่างๆกว่า 75,000 ชิ้น และความผิดปกติของชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียวก็อาจทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ การบำรุงรักษารถของคุณด้วยวิธีที่เหมาะสมสามารถที่จะยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยในขณะขับขี่ ยืดอายุการใช้งานของรถ และยังจะช่วยให้ได้ราคาขายต่อสูงหากต้องการขายต่อในอนาคต

1. วางแผนในการซ่อมบำรุง

แรกเริ่มที่สุดคือการวางแผนในการซ่อมบำรุงพวกระบบยางรถยนต์, น้ำมันเครื่อง, ระบบเบรค, ห้องโดยสารและวัสดุภายใน ของเหลวต่างๆ วางแผนของคุณซะสำหรับการตรวจเช็คและซ่อมบำรุงชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆของรถคุณ

2. ยาง

ตรวจเช็คให้มั่นใจว่ายางรถยนต์ของคุณมีขนาดที่เหมาะสมและมีแรงดันลมยางที่เหมาะสมตามมาตรฐานจากโรงงานผลิต ควรจะเปลี่ยนยางเมื่อยางสึกหรอถึงจนตำแหน่งที่มีสัญลักษณ์แสดงการสึกหรอ เพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้นอาจถามผู้ให้บริการเรื่องยางถึงความสึกหรอของยาง อุปกรณ์วัดแรงดันลมยางเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ราคาไม่แพงและใช้งานได้ง่าย หมั่นตรวจเช็คลมยางของรถและตรวจดูรอยตำหนิหรือรอยชำรุดต่างๆของยางที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในขณะขับขี่ได้ และให้เปลี่ยนทันทีที่ยางเสื่อมสภาพหรือเกิดความผิดปกติขึ้นเกินข้อจำกัดที่จะรับได้

3. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงสำหรับรถยนต์ ถ้าไม่มีน้ำมันเครื่องรถยนต์ก็ไม่สามารถใช้งานในส่วนอื่นๆได้อีก หากไม่มีความรู้เรื่องนี้ควรเรียนรู้วิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องอย่างถูกวิธีจากช่างหรือผู้เชี่ยวชาญ และควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างน้อยทุก 5,000 กิโลเมตร แม้ว่าทางผู้ผลิตน้ำมันเครื่องจะอ้างว่าน้ำมันเครื่องนั้นสามารถใช้ได้มากกว่า 10,000 กิโลเมตร แต่โดยทั่วไปแล้วน้ำมันเครื่องจะใช้ได้และเต็มประสิทธิภาพที่สุดสำหรับเครื่องยนต์ที่ 8,000 กิโลเมตร ควรตรวจสอบน้ำมันเครื่องเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่เมื่อครบกำหนด

4. กระจก

กระจกข้าง กระจกมองหลัง หรือโคมไฟของรถต้องสะอาดและไม่แตกหัก ถ้าหากมีการแตกหักหรือชำรุดให้รีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ให้เร็วที่สุด อาจนำรถเข้าไปซ่อมแซมได้ตามศูนย์ซ่อมต่างๆ หรือต้องรีบเปลี่ยนทันทีหากจำเป็น เพราะฉะนั้นให้หมั่นตรวจเช็คกระจกรถของคุณเสมอ

สำหรับการขับรถควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าไม่ให้ใกล้เกินไป เพราะอาจมีเศษวัสดุจากการบรรทุกกระเด็นหรือเศษวัตถุต่างๆที่หลวมแล้วกระเด็นออกมา แม้จะเป็นเศษหินที่มีขนาดเล็กแต่ก็สามารถที่จะทำให้กระจกรถของคุณเสียหายหนักได้

5. ระบบเบรค, สายพาน และแบตเตอรี่

ระบบเบรคของรถยนต์รุ่นใหม่ๆนั้นได้รับการออกแบบให้ต้องเปลี่ยนเป็นระยะ เพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุดได้ตลอดเวลา ถ้าหากเกิดปัญหาหรือความผิดปกติใดขึ้นกับเบรคให้รีบนำรถเข้าตรวจเช็คทันที ซึ่งถ้าหากระบบทำงานผิดพลาด หมายความว่าคุณกำลังตกอยู่ในความอันตรายอย่างยิ่งในขณะใช้รถ

ตรวจเช็คสายพานอย่างสม่ำเสมอถึงความสึกหรอหรือความหย่อนยานของสายพาน สายพานเมื่อยานเกินไปมักจะมีเสียงดัง ควรนำรถเข้าตรวจเช็คทันที่เมื่อได้ยินเสียงดังกลาว

ตรวจเช็คแบตเตอรี่อย่างน้อยเดือนละครั้งสำหรับการกัดกร่อนที่ขั้วของแบตเตอรี่ ปริมาณน้ำกลั่นในแบตให้มีปริมาณน้ำกลั่นไม่ต่ำกว่าแถบแสดงระดับต่ำ(สำหรับรุ่นที่ต้องเติมน้ำกลั่น) พร้อมทั้งทำความสะอาดด้วยตามความจำเป็น พยายามอย่าใช้ไฟในแบตเตอรี่จนหมด แม้ว่าจะสามารถประจุไฟใหม่ได้ด้วยการพ่วงแบตเตอรี่แต่ก็ไม่แนะนำ และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ให้ระวังที่การใส่สายไฟที่ขั้วของแบตเตอรี่ ต้องใส่ให้ถูกขั้วทุกครั้ง

6. ห้องโดยสารและวัสดุภายใน

ทำความสะอาดและดูดฝุ่นตามห้องโดยสารภายในให้สะอาด สภาพโดยรวมของวัสดุและห้องโดยสารภายในเป็นส่วนที่สำคัญอย่างมากในการประเมินราคาสำหรับขายรถต่อ เพราะคนส่วนมากไม่ได้สนใจมากเกี่ยวกับสิ่งอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ยางหรือเครื่องยนต์ แต่ถ้าหากว่าเครื่องเสียงใช้งานไม่ได้หรือว่าสภาพห้องโดยสารภายในนั้นสกปรก การประเมินราคาตกลงอย่างมาก หรือจะบอกอีกทางก็คือการพิจารณามูลค่าในการขายรถยนต์ จะพิจารณาจากลักษณะภายในห้องโดยสารเป็นหลัก ถ้าหากคุณต้องการจะขายรถต่อในราคาที่ไม่ตกมากนั้น การใช้เงินสำหรับค่าล้างรถ ดูดฝุ่น และเคลือบหรือขัดเงาตามวัสดุต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าเมื่อจะนำรถไปประเมินราคาขายต่อ

7. ของเหลวต่างๆ

นอกจากน้ำมันเครื่องที่เปรียบเสมือนเลือดสำหรับหล่อเลี้ยงรถยนต์แล้ว ของเหลวต่างๆที่ใช้อยู่ภายในรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน น้ำยาหล่อเย็น, น้ำมันเกียร์, น้ำมันเฟืองท้าย, น้ำมันเบรก หรือของเหลวอื่นๆ ควรจะได้รับการตรวจเช็คให้อยู่เหนือกว่าระดับต่ำสุดอย่างน้อยๆสัปดาห์ละครั้ง และเปลี่ยนถ่ายเมื่อครบกำหนด สำหรับวิธีในการตรวจเช็คอาจเรียนรู้ได้จากช่างหรือผู้เชี่ยวชาญ

8. ระบบไฟ

คุณควรตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่างของรถคุณโดยใช้สถานที่ที่คุณสามารถจอดรถและเห็นเงาสะท้อนของรถคุณได้อย่างชัดเจน หรือหาผู้ช่วยสักคนเพื่อเดินรอบรถของคุณขณะที่คุณทำการทดสอบเปิดการทำงานของระบบไฟส่องสว่าง ไฟท้าย ไฟถอยหลัง และไฟเลี้ยวของรถคุณ

ระบบไฟส่องสว่างควรจะโฟกัสไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม ทิศทางของลำแสงที่ออกจากโคมไฟหน้าจะต้องพุ่งไปด้านหน้าและเป็นมุมที่โฟกัสตกลงบนพื้นถนน จะต้องไม่พุ่งขึ้นฟ้าหรือแค่พุ่งเข้าตรงกลาง ซึ่งคุณสามารถที่จะสังเกตทิศทางลำแสงของรถคุณได้จากการขับรถในตอนกลางคืน ซึ่งหากทิศทางของลำแสงนั้นพุ่งสูงเกินไปก็อาจจะไปแยงตาของผู้ที่ขับขี่สวนมาทำให้เกิดอันตรายได้ หรือถ้าหากทิศทางลำแสงนั้นต่ำเกินไป ก็จะเป็นการจำกัดระยะมองเห็นในการขับขี่ของคุณ ทำให้การทัศนวิสัยในการใช้รถตอนกลางคืนเป็นไปได้อย่างยากลำบากและอันตราย

9. ที่ปัดน้ำฝน

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนด้วยตัวเอง เพียงแค่ปีละครั้งก่อนฤดูฝน หรือจะเปลี่ยนชุดประกอบทั้งหมดของที่ปัดน้ำฝนก็ได้ถ้าหากจำเป็น และหากคุณขับรถบ่อยในสถานที่ที่มีสภาพเปียกชื้น คุณอาจต้องใช้น้ำยาสำหรับรักษากระจกเพิ่มเติมเพื่อถนอมสภาพของกระจกหน้ารถของคุณ

10. ระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย

ขึ้นกับมาตรฐานการปล่อยไอเสียของแต่ละประเทศ บางประเทศอาจมีการตรวจการปล่อยไอเสียเป็นระยะๆด้วย โดยผู้เชียวชาญจะต้องทำการวินิจฉัยเซ็นเซอร์ออกซิเจนและวาล์ว EGR สำหรับคำนวณการปล่อยไอเสีย ซึ่งทั้งเซ็นเซอร์และวาล์ว EGR เป็นส่วนที่หากทำงานผิดปกติแล้วจะมีผลต่อการปล่อยไอเสีย

ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ทางด้านงานช่าง ดังนั้นไม่ว่าช่างจะให้เหตุผลหรือข้อมูลอะไร ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มักจะเชื่อตามนั้น คนเป็นช่างจึงต้องให้ข้อมูลการซ่อมที่ถูกต้องกับลูกค้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนอะไหล่ ความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยน ราคาในการเปลี่ยน หรือถ้าไม่เปลี่ยนจะสามารถแก้ไขอะไรทดแทนได้บ้าง คนเป็นช่างที่ดีต้องแนะนำลูกค้าได้

See more at: http://www.thaismescenter.com/เทคนิคการเป็นช่างซ่อมรถยนต์เบื้องต้น

Call Now Button